วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ประวัติการเสียแผ่นดินแดนไทย



ครั้งที่ ๑ เกาะหมาก(ปีนัง)เสียให้กับประเทศอังกฤษ
เมื่อ ๑๑ สิงหาคม ๒๓๒๙ พื้นที่ ๓๗๕ ตร.กม. ในสมัย ร.๑ เกิดจาก พระยาไทรบุรี ให้อังกฤษเช่าเกาะหมากเพื่อหวังจะขอให้อังกฤษคุ้มครองเกาะหมากจากกองทัพ ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งยกทัพมาจัดระเบียบหัวเมืองปักษ์ใต้ ในที่สุดอังกฤษก็ยึดเอาไป

ครั้งที่ 2 เสียเมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรี ให้พม่า
พื้นที่ ๕๕,000 ตร.กม.ในรัชกาลที่ ๑ มังสัจจาเจ้าเมืองทวายเป็นไส้สึกให้พม่า เพราะไม่พอใจที่กองทัพไทยเข้ายึดครอง และไทยไม่สามารถตีคืนกลับมาได้

ครั้งที่ ๓ บันทายมาศ(ฮาเตียน)ให้กับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๒

ครั้งที่ ๔ แสนหวี เมืองพง เชียงตุง ให้กับพม่า
เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๘ พื้นที่ ๖๒,๐๐๐ ตร.กม.ในสมัย รัชกาลที่ ๓ แต่เดิมเราได้ดินแดนนี้มาในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยพระเจ้ากาวิละ ยกทัพไปตีมาขึ้นอยู่กับไทยได้ ๒๐ ปี เนื่องจากเป็นดินแดนที่อยู่ห่างไกลประกอบกับเกิดกบฏเจ้าอนุเวียงจันทร์และ เกิดกบฏทางหัวเมืองปักษ์ใต้(กลันตัน ไทรบุรี)

ครั้งที่ ๕ รัฐเปรัค ให้กับอังกฤษ
เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นการสูญเสียที่ทำร้ายจิตใจ คนไทยทั้งชาติ เพราะเป็นการสูญที่ห่างจากครั้งก่อนไม่ถึง ๑ ปี

ครั้งที่ ๖ สิบสองปันนา ให้กับจีน 
เมื่อ ๑ พฤษภาคม ๒๓๙๗ พื้นที่ ๙๐,๐๐๐ ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นดินแดนในยูนานตอนใต้ของประเทศจีน เมืองเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวงของไทยสมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อมาเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง แสนหวีฟ้า มหาอุปราชหนีลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้เกณฑ์ทัพเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูนไปตีเมืองเชียงตุง (ต้องตีเมืองเชียงตุงให้ได้ก่อนจึงจะได้เชียงรุ้ง)แต่ไม่สำเร็จเพราะไม่ พร้อมเพรียงกัน มาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ให้กรมหลวงลวษาธิราชสนิท(ต้นตระกูลสนิทวงศ์) ยกทัพไปตีเชียงตุงเป็นครั้งที่ ๒ แต่ไม่สำเร็จจึงต้องเสียให้จีนไป

ครั้งที่ ๗ เขมรและเกาะ ๖ เกาะ ให้กับฝรั่งเศส
เมื่อ วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๑๐ พื้นที่ ๑๒๔,๐๐๐ ตร.กม. ในสมัย ร.๔ ฝรั่งเศสบังคับให้เขมรทำสัญญารับความคุ้มครองจากฝรั่งเศส หลังจากนั้นได้ดำเนินการทางการฑูตกับไทย ขอให้มีการปักปันเขตแดนเขมรกับญวน แต่กลับตกลงกันไม่ได้ ขณะนั้นพระปิ่นเกล้า แม่ทัพเรือสวรรคต ไทยจึงอ่อนแอ ฝรั่งเศสจึงฉวยโอกาสบังคับทำสัญญารับรองความอารักขาจากฝรั่งเศสต่อเขมร ในช่วงนี้เอง อังกฤษกับฝรั่งเศสได้ทำสัญญากันเมื่อ ๑๕ มกราคม ๒๔๓๘ โดยตกลงกันให้ไทยเป็นรัฐกันชน ประกอบกับการดำเนินนโยบายของ ร.๕ ที่ไปประพาสยุโรปถึง ๒ ครั้ง ทำให้อังกฤษ เยอรมัน รัสเซียเห็นใจไทยฝรังเศสจึงยึดดินแดนไป

ครั้งที่ ๘ สิบสองจุไทย (เมืองไล เมืองเชียงค้อ) ให้กับฝรั่งเศส
เมื่อ ๒๒ ธันวาคม ๒๔๓๑ พื้นที่ ๘๗,๐๐๐ ตร.กม. ในสมัย รัชกาลที่ ๕ พวกฮ่อ ก่อกบฏ ไทยจัดกำลังไปปราบ ๒ กองทัพ แต่ปฏิบัติเป็นอิสระแก่กัน อีกทั้งแม่ทัพทั้งสองไม่ถูกกัน จึงเป็นโอกาสให้ฝรั่งเศสส่งทหารเข้าเมืองไล โดยอ้างว่า มาช่วยไทยปราบฮ่อ แต่หลังจากปราบได้แล้วก็ไม่ยอมยกทัพกลับ อีกทั้งไทยก็ไม่ได้จัดกำลังไว้ยึดครองอีกด้วย จนในที่สุดไทยกับฝรั่งเศสได้ทำสัญญากันที่เมืองแถง(เบียนฟู) ยอมให้ฝรั่งเศสรักษาเมืองไลและเมืองเชียงค้อ

ครั้งที่ ๙ ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน ให้กับประเทศอังกฤษ
ใน สมัย รัชกาลที่ ๕ ในห้วงปี ๒๔๓๓ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทางด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจและทรัพยากร อันอุดมด้วยดินแดนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ยิ่ง

ครั้งที่ ๑๐ ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) ให้กับฝรั่งเศส
เมื่อ ๓ ตุลาคม ๒๔๓๖ พื้นที่ ๑๔๓,๐๐๐ ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ ๕
เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร ต้องเสียให้กับฝรั่งเศสตามสัญญาไทยกับฝรั่งเศส
เท่า นั้นยังไม่พอ ฝรั่งเศสเรียกเงินจากไทย ๑ ล้านบาท เป็นค่าเสียหายที่ต้องรบกับไทย เสียค่าประกันว่าไทยต้องปฏิบัติตามสัญญาอีก ๓ ล้านบาท และยังไม่พอฝรั่งเศสได้ส่งทหารมายึดเมืองจันทบุรีและตราด ไว้ถึง ๑๕ ปี นับว่าเป็นความเจ็บปวดที่สุดของไทยถึงขนาดที่เจ้านายฝ่ายในต้องขายเครื่อง แต่งกายเพื่อนำเงินมาถวาย ร.๕ เป็นค่าปรับ ร.๕ ต้องนำถุงแดง(เงินพระคลังข้างที่) ออกมาใช้

ครั้งที่ ๑๑ ฝั่งขวาแม่น้ำโขง(ตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง ดินแดนในทิศตะวันออกของน่าน,จำปาศักดิ์,มโนไพร)ให้กับฝรั่งเศส
เมื่อ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๖ พื้นที่ ๒๕,๕๐๐ ตร.กม. ในสมัย ร.๕
ไทย ทำสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อขอให้ฝรั่งเศสคืนจันทบุรีให้ไทย แต่ฝรั่งเศสถอนไปแต่จันทบุรีแล้วไปยึดเมืองตราดแทนอีก ๕ ปี แล้วเมื่อฝรั่งเศสได้หลวงพระบางแล้วยังลุกล้ำย้านนาดี,ด่านซ้าน จ.เลย
และยังได้เอาศิลาจารึกที่พระเจดีย์ศรีสองรักษ์ไปด้วย

ครั้งที่ ๑๒ มลฑลบูรพา(พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ)ให้กับฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๔๔๙ พื้นที่ ๕๑,๐๐๐ ตร.กม.ในสมัย ร.๕
ไทย ได้ทำสัญญากับฝรังเศส เพื่อแลกกับ ตราด,เกาะกง,ด่านซ้าย ตลอดจนอำนาจศาลไทยที่จะบังคับต่อคนในบังคับของฝรั่งเศสในประเทศไทย เพราะขณะนั้นมีคนจีนญวนไปพึ่งธงฝรั่งเศสกันมากเพื่อสิทธิการค้าขาย ฝรั่งเศสก็เพียงแต่ถอนทหารออกจากตราดเมื่อ ๖ กรกฎาคม ๒๔๕๐ กับด่านซ้าย คงเหลือแต่เกาะกงไม่คืนให้ไทย

ครั้งที่ ๑๓ รัฐกลันตัน,ตรังกานู,ไทรบุรี,ปริส ให้กับอังกฤษ เมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๔๕๑ พื้นที่ ๘๐,๐๐๐ ตร.กม.ในสมัย ร.๕ ไทยได้ทำสัญญากับอังกฤษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจศาลไทยที่จะบังคับคดีความผิดของคนอังกฤษในไทย

ครั้งที่ ๑๔ เขาพระวิหาร ให้กับเขมร 
เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ พื้นที่ ๒ ตร.กม. ในสมัย ร.๙
ตามคำพิพากษาของศาลโลก ให้เขาพระวิหารตกเป็นของเขมร เนื่องมาจากหลักฐานสำคัญของเขมร
ใน สมัยที่เป็นของฝรั่งเศส เมื่อรู้ว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพจะเสด็จเขาพระวิหาร จึงไปก่อนแล้วชักธงชาติฝรั่งเศสรับเสด็จ แล้วจึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน



ประวัติธงชาติไทย


ความหมายของสีธงไตรรงค์คือ
สีแดง หมายถึงชาติ และ ความสามัคคี ของคนในชาติ
สีขาว หมายถึงศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนจิตใจให้บริสุทธิ์
สีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศ
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทำหนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตกในพ.ศ. ๒๓๙๘ มีเรือสินค้าของประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเดินทางเข้ามาค้าขายมากขึ้น และมีสถานกงสุล ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เหล่านั้นล้วนชักธงชาติของตนขึ้นเป็นของตนขึ้นเป็นสำคัญ จึงจำเป็นที่จะต้องมีธงชาติที่แน่นอน จึงทรงพระราชดำริว่า ธงสีแดงซึ่งเรือสินค้าไทยใช้อยู่นั้นซ้ำกับประเทศอื่น ยากแก่การสังเกตไม่สมควรใช้อีกต่อไป ควรจะใช้ธงอย่างเรือหลวงเป็นธงชาติ แต่โปรดให้เอารูปจักรออกเสียเพราะเป็นเครื่องหมายเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน คงไว้แต่รูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดง
ในระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงหลายครั้ง คือพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม รศ.๑๑๐ พระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทรศก ๑๑๖ พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทรศก ๑๑๘ ทุกฉบับได้ยืนยันลักษณะของธงชาติว่าเป็นธงพื้นแดง กลางเป็นรูปช้างเผือก ไม่ทรงเครื่องหันหน้าเข้าเสาทั้งสิ้น
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทรศก ๑๒๙ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๙ แก้ไขลักษณะธงชาติเป็น"ธงพื้นแดง กลางเป็นรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น หันหลังเข้าเสา ประกาศนี้เริ่มให้บังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๙ (ขณะนั้นยังนับเดือนเมษายนเป็นเดือนเริ่มศักราชใหม่ )
ในพ.ศ. ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่๑ ทรงพระราชดำริว่า การประกาศสงครามนับเป็นความเจริญก้าวหน้าขั้นหนึ่งของประเทศ สมควรจะมีสิ่งเตือนใจ สำหรับวาระนี้ไว้ภายหน้า สิ่งนั้นควรได้แก่ "ธงชาติ" ทรงเห็นว่าลักษณะที่แก้ไขใน พ.ศ. ๒๔๕๙ นั้น ยังไม่สง่างาม ๗งโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มแถบน้ำเงินแก่ขึ้นอีกสีหนึ่งเป็นสามสี ตามลักษณะของธงนานาชาติที่ใช้กันอยู่ เพื่อให้เป็นเครื่องหมายว่าไทยเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร และอีกประการหนึ่งสีน้ำเงินเป็นสีประจำพระชนมวารเฉพาะพระองค์ จึงเป็นสีที่ควรประดับไว้ในธงชาติไทย ดังนั้นในปี๒๔๖๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ ธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ มีผลบังคับภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ลักษณะธงชาติมีดังนี้ คือ
เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมรี ขนาดกว้าง ๒ ส่วน ยาว ๓ ส่วน มีแถบสีนำเงินแก่กว้าง ๑ ใน ๓ ของความกว้างของธงอยู่กลาง มีแถบสีขาวกว้าง ๑ ใน ๖ ของความกว้างของธงข้างละแถบ แล้วมีแถบแดงกว้างเท่ากับแถบขาวประกอบข้างนอกอีกข้างละแถบ และ พระราชทานนามว่า "ธงไตรรงค์" ส่วนธงรูปช้างกลางธงพื้นแดงของเดิมนั้นให้ยกเลิก ความหมายของสีธงไตรรงค์คือ สีแดงหมายถึงชาติ และ ความสามัคคี ของคนในชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องอบรมสั่งสอนจิตใจให้บริสุทธิ์ สีนำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศ
ครั้นถึงรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ได้มีพระราชบันทึกพระราชทานไปยังองคมนตรี เพื่อให้เสนอความเห็นของคนหมู่มากว่า จะคงใช้ธงไตรรงค์ดังที่ใช้อยู่เป็นธงชาติต่อไป หรือจะกลับไปใช้ธงช้างแทน หรือจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลักษณะธงชาติ กับวิธีใช้ธงไตรรงค์อย่างไร ปรากฏว่าความเห็นขององคมนตรีแตกต่างกระจายกันมาก จึงมิได้กราบบังคมทูลข้อชี้ขาด ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไปตามพระราชวินิจฉัยลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติธงซึ่งยังคงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติเช่นเดิมแต่ ได้อธิบายลักษณะธงไว้เข้าใจง่ายและชัดเจน ดังนี้ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีขนาดกว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙ ส่วน ด้านกว้าง ๒ ใน ๖ ส่วน ตรงกลางเป็นสีจาบต่อจากแถบสีจาบออกไปสองข้าง ๆ ละ ๑ ส่วนใน ๖ สีวนเป็นแถบสีขาว ต่อจากสีขาวออกไปทั้ง ๒ ข้างเป็นแถบสีแดง
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ตราพระราชบัญญัติธง เป็นฉบับแรกในรัชกาล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ในส่วนที่ว่าด้วยธงชาตินั้นยังใช้ธงไตรรงค์ แต่ได้อธิบายลักษณะธงไว้เข้าใจง่ายและชัดเจน คือ ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีขนาดกว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙ ส่วน ด้านกว้าง ๒ใน ๖ ส่วน ตรงกลางเป็นสีขาบ (น้ำเงินเข้ม) ต่อจากแถบสีขาบออกไปทั้งสองข้าง ๆ ละ ๑ ใน ๖ ส่วนเป็นแถบสีขาว ต่อจากสีขาวออกไปทั้ง ๒ ข้างเป็นแถบสีแดง นับแต่นั้นมาไม่มีข้อความใดๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะของธงชาติอีก ธงไตรรงค์ จึงเป็นธงชาติไทยสืบมาจนปัจจุบัน








วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557







รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16:30 น. โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อันมีประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย ก่อนหน้านี้ เกิดรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 รัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และความเชื่อว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีอิทธิพลในการเมืองไทย
ในวันที่ 20 พฤษภาคม ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา 3.00 น. กองทัพบกตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) และให้ยกเลิกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กอ.รส. ปิดสื่อ ตรวจพิจารณาเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต และจัดประชุมเพื่อหาทางออกวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ แต่การประชุมไม่เป็นผล จึงเป็นข้ออ้างรัฐประหารครั้งนี้
หลังรัฐประหาร มีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอำนาจ ตลอดจนให้ยุบวุฒิสภา ปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี คสช. มีการจัดส่วนงานต่าง ๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน และระบุว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่มีคำมั่นว่าประเทศจะหวนกลับสู่การปกครองโดยพลเรือนโดยเร็ว
หลายประเทศประณามรัฐประหารครั้งนี้ รวมทั้งมีการกดดันต่าง ๆ เช่น ลดกิจกรรมทางทหารและลดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่คนไทยจำนวนหนึ่งแสดงความยินดี โดยมองว่าเป็นทางออกของวิกฤตการณ์การเมือง แต่ก็มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย
สรุปเหตุการณ์ระทึก 20-22 พ.ค.  รัฐประหาร พ.ศ. 2557

20 พ.ค. 
03:00 น. - กองกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือ เข้าควบคุมช่องโทรทัศน์ทั้งภาคพื้นดินและผ่านดาวเทียมหลายช่อง โดยร้องขอให้เชื่อมสัญญาณออกอากาศ จากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5
04:00 น. - สื่อสังคมออนไลน์ เริ่มมีการเผยแพร่คำสั่ง ประกาศกฎอัยการศึก และประกาศจัดตั้ง กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.)
06:30 น. - ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ออกประกาศใช้กฎอัยการศึก ทั่วราชอาณาจักร ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
08:25 น. - คำสั่งฉบับที่ 1 กอ.รส. เรื่องการถ่ายทอดการออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ และ สถานีวิทยุชุมชน ให้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ทั้งหมด รับสัญญาณถ่ายทอด แถลงการณ์จากกองทัพบก ทุกครั้งที่ได้รับการประสาน
08:40 น. - คำสั่งฉบับที่ 2 กอ.รส. ให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองอยู่ในพื้นที่เดิม โดย กปปส. ให้อยู่ที่ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร และถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงหน้าศูนย์ราชการฯ เขตหลักสี่ ส่วน นปช. ให้อยู่ที่ถนนอักษะ เขตทวีวัฒนา
09:50 น. - คำสั่งฉบับที่ 3 กอ.รส. ห้ามสื่อข่าวที่กระทบต่อการรักษาความสงบ
10:35 น. - คำสั่งฉบับที่ 4 กอ.รส. ขอเรียนเชิญบุคคลสำคัญเข้าร่วมประชุม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยเป็นไปด้วยความสงบสันติ ปราศจากการสุญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินประชาชน กอ.รส.จึงขอเรียนเชิญบุคคลสำคัญเข้าร่วมประชุม
11:05 น. - คำสั่งฉบับที่ 5 กอ.รส. แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา กอ.รส.
12:35 น. - คำสั่งฉบับที่ 6 กอ.รส. สั่งให้โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ระงับการออกอากาศจำนวน 10 ช่อง รวมถึงวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาต 1.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอ็มวี 5 2.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ดีเอ็นเอ็น 3.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมยูดีดี 4.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเชียอัพเดท 5.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม พีแอนด์พี 6.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมโฟว์ชาแนล 7.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมบลูสกาย8.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอฟเอ็มทีวี9.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมทีนิวส์ 10.สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอเอสทีวี 11.สถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งกฎหมายตามกำหนดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
14:00 น. - เริ่มประชุมตามคำสั่งฉบับที่ 4 ที่สโมสรทหารบก สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปฏิเสธไม่เข้าร่วมประชุม
19:34 น. - คำสั่งฉบับที่ 8 กอ.รส. ขอความร่วมมือสื่อสังคมออนไลน์ ระงับส่งข้อความปลุกระดม สร้างความรุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย
19:45 น. - คำสั่งฉบับที่ 7 กอ.รส. สั่งให้โทรทัศน์ดาวเทียม ระงับการออกอากาศเพิ่มเติมอีก 4 ช่อง
20:09 น. - คำสั่งฉบับที่ 9 กอ.รส. สั่งห้ามสื่อทุกแขนง เชิญผู้ไม่มีตำแหน่งราชการ แสดงความเห็นก่อความขัดแย้ง พร้อมสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด เข้าระงับการชุมนุมต่อต้าน การปฏิบัติงานของ กอ.รส.
20:49 น. - คำสั่งฉบับที่ 10 สั่งห้ามข้าราชการ เจ้าหน้าที่พลเรือน ประชาชน พกพา ใช้อาวุธสงครามและวัตถุระเบิด เว้นทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตามคำสั่ง

วันที่ 21 พฤษภาคม 2557
ในช่วงบ่ายมีประกาศ กอ.รส. ฉบับที่ 7/2557 เรียกตัวแทนจาก 7 ฝ่ายเข้าร่วมประชุมที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี รังสิต
ผู้แทนรัฐบาล ประกอบด้วย
รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี และผู้ติดตาม 4 ท่าน
ผู้แทนวุฒิสภา ประกอบด้วย รองประธานวุฒิสภาท่านที่ 1 พร้อมคณะอีก 4 ท่าน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้ง 5 ท่าน
ผู้แทนพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค และผู้ติดตาม 4 ท่าน
ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และผู้ติดตาม 4 ท่าน
ผู้แทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมคณะอีก 4 ท่าน
ผู้แทนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และคณะอีก 4 ท่าน
โดยประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียดตั้งแต่เวลา 13.30 น. จน พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจให้มาประชุมกันใหม่ในวันพรุ่งนี้เวลา 14.00 น.เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน ภายหลังรัฐมนตรีรักษาการได้ออกมาเผยว่าท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุมดูแปลกไป แต่ตนเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธคงไม่คิดจะทำการรัฐประหารแน่นอน
วันที่ 22 พฤษภาคม 2557
14:00 น. - ประชุมร่วม 7 ฝ่าย ครั้งที่ 2 โดยมี ผบ.ทบ. เป็นประธานในที่ประชุมระหว่างการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้เสนอแนวทางที่เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศ โดยได้สอบถาม นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาล ว่าตกลงรัฐบาลยืนยันไม่ลาออกทั้งรายบุคคลและทั้งคณะใช้หรือไม่ ซึ่งนายชัยเกษมระบุว่านาทีนี้ไม่ลาออกและต้องการดำเนินการต่อจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย พล.อ.ประยุทธ์ จึงตอบกลับว่าจะยึดอำนาจการปกครอง และเมื่อสิ้นสุดเสียง เจ้าหน้าที่ทหารกว่าหลายร้อยนายได้เข้ามาชาร์จผู้ประชุมทั้ง 7 ฝ่ายและพาขึ้นรถออกไปทันที โดยไม่ทราบจุดหมายปลายทาง
16:30 น. - พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตั้ง "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (อังกฤษ: National Peace and Order Maintaining Council อักษรย่อ: คสช.) เข้ามายึดอำนาจรัฐบาลรักษาการณ์ในทันที รวมถึงให้กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) สิ้นสุดอำนาจทันทีเช่นกัน แต่ทั้งนี้คำสั่งต่างๆ ยังคงมีผลต่อเนื่องอยู่
18:00 น. - คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรอีกครั้ง
18.15น. - ประกาศฉบับที่ 3
1.ห้ามออกนอกเคหะสถาน 22.00-05.00 ตั้งแต่ 22พค.57 เป็นต้นไป เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
2.ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพรบ.กฏอัยการศึก พศ2457 เข้าปฏิบัติพื้นที่ ในเขตพื้นที่ และระยะเวลาที่กำหนดได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
18.30 น. - ประกาศ ฉบับที่ 4 การถ่ายทอดออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียง และ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ล
ประกาศมีเนื้อหาดังนี้
เพื่อความถูกต้อง สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง ทันต่อสถานการณ์ อาศัยอำนาจตามความม. 10 และ ม.11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 จึงให้สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียง สถานนีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ล ดำเนินการดังนี้
1.ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงทุกสถานีทั้งที่เป็นของราชการและเอกชนงดรายการประจำสถานี และให้ถ่ายทอดกระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพบก
2.ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงทุกสถานีทั้งทีเป็นของทางราชการและเอกชน งดรายการประจำของสถานี และให้ถ่ายทอดออกรายการจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก
3.ให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิ้ลทุกสถานีงดรายการประจำของสถานี และให้ถ่ายทอดออกรายการจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557
19.10 น. - ประกาศ ฉบับที่ 5
1. รธน. พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลงชั่วคราว ยกเว้น หมวด 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
2. ครม.รักษาการสิ้นสุดลง
3. ส.ว. ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อ
4. ศาลยังมีอำนาจพิจารณาคดี
5. องค์กรอิสระและ องค์กรอื่นตาม รธน.ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
19.16 น. - ประกาศ ฉบับที่ 6 แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พลเอกอุดมเดช สีตบุตร เป็นเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
19.25 น. - คำสั่ง คสช.1/57 ให้บุคคลมารายงานตัว 18 คน ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล
พงษ์เทพ เทพกาญจนา
จาตุรนต์ ฉายแสง
วิเชษฐ์ เกษมทองศรี
พงศ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
เบญจา หลุยเจริญ
สมศักดิ์ ภูรีศรีศักดิ์
ปวีณา หงสกุล
พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต
พ้อง ชีวานันท์
ยรรยงค์ พวงราช
วิศาร เตชะธีรวัฒน์
สนธยา คุณปลื้ม
ประดิษฐ์ สินธวณรงค์
สวรงษ์ เทียนทอง
ประเสริฐ บุญชัยสุข
19.36 น. - ประกาศฉบับที่ 7 ห้ามชุมนุมทางการเมือง ห้ามชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ปกติโดยเร็ว โทษคุก 1 ปี ปรับ 20,000
20.30 น. - ดวง อยู่บำรุง เผย เฉลิม อยู่บำรุง ถูกทหารควบคุมตัวมาที่ ร.1 รอ.แล้ว @thapanee3miti
20.55 น. - ประกาศฉบับที่ 8 ข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถาน คนเดินทางเข้าออกประเทศ , คนเข้ากะเข้าผลัดโรงงานอุตสาหกรรม , การขนส่งสินค้ากิจการห้องเย็น/สินค้ามีอายุจำกัด ผู้ป่วย
21.00 น. - ประกาศฉบับที่9 ให้สถานศึกษาทุกแห่งหยุดทำการ ตั้งแต่วันที่ 23-25 พ.ค. 2557
23.45 น. - พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก แจ้ง พื้นที่การชุมนุมของกปปส. ผู้ชุมนุมทยอยกลับแล้ว มีบางส่วนที่ขอพำนักจนถึงเช้า เพื่อรอญาติมารับ พื้นที่ถนนอักษะ มีรถให้บริการ 30 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้ประชาชนได้ทยอยกลับบ้าน ซึ่งขณะนี้ประชาชนเดินทางกลับหมดแล้ว หลังจากนี้จะจัดระเบียบและคืนพื้นผิวจราจร
23.50 น. - ประกาศฉบับที่ 10 ในระหว่างไม่มีผู้ใดดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ให้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรี เป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย
23.55 น. - ประกาศฉบับที่ 11 การสิ้นสุดรธน. 50 สิ้นสุดลง เว้นหมวดกษัตริย์คงไว้ ครม.รักษาการสิ้นสุด / ส.ว. /ศาล/องค์กรอิสระตาม รธน.คงไว้
23.58 น. - ประกาศฉบับที่ 12 ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์ ขอความร่วมมือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ระงับการให้บริการส่งข้อความยั่วยุ เชิงปลุกระดม ต่อต้านการปฎิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หากฝ่าฝืนจะระงับการบริการและเรียกมาดำเนินคดี

วันที่ 23 พฤษภาคม 2557
0.50 น. -ประกาศฉบับที่ 13 ขอให้บุคคลสำคัญมารายงานตัว ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 เวลา 13.00 น . ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้มารายงานตัวตามสถานที่ที่กำหนดไว้
0.57 น.- ประกาศฉบับที่ 14 ห้ามเจ้าของกิจการสื่อ เชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคลที่มิได้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความคิดเห็น อันก่อให้เกิดความขัดแย้ง หากฝ่าฝืนจะถูกเรียกตัวมาดำเนินคดี / ให้ผู้ว่าราชการ ตำรวจ ระงับการชุมนุมที่ต่อต้านการทำงานของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
1.00 น. - ประกาศฉบับที่ 15 ระงับการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี ทีวีดิจิทัล วิทยุชุมชนออกอากาศ 25 สถานีป้องกันสร้างความขัดแย้ง
1.10 น. -คำสั่งฉบับที่ 2 เรียกรายงานตัวเพิ่มเติม โดยให้มารายงานตัวในเวลา 10.00น .วันที่ 23 พฤษภาคม 2557
1.35 น. - ประกาศฉบับที่ 16 ให้ปลัดกระทรวงปฎิบัติราชการแทนรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
1.39 น. - ประกาศฉบับที่ 17 เรื่องเผยแพร่ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการตรวจสอบเข้มงวด และมารายงานตัวที่ กสทช. พรุ่งนี้ 10.30 น.
1.39 น. - ประกาศฉบับที่ 18 สื่อมวลชนทุกประเภท งดเว้นการนำเสนอข้อความอันเป็นเท็จ
2.00 น.  - ประกาศฉบับที่ 19 ให้หัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ระดับอธิบดีขึ้นไป หรือเทียบเท่า มารายงานตัวที่สโมสรทบ. เวลา 13.30 น. (23 พ.ค.)
08.56 น. คำสั่งฉบับที่ 3 เรียกบุคคลรายงานตัวเพิ่มเติม 114 คน ปรากฎชื่อนายทหารตำรวจ อดีตรมต. แกนนำ คปท. ,นปช. และ กปปส. ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์
09.00 น. นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินมารายงานตัวเป็นคนแรกตามด้วย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
09.38 น. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มารายงานตัว
9.45 น.  น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ หนึ่งในแกนนำกปปส. ก็ได้เดินทางมารายงานเช่นเดียวกัน ด้านกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ หน่วยเคลื่อนที่เร็วจากกรมทหารเรียบที่ 31 รักษาพระองค์ (อาร์ดีเอฟ) สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วยคอมมานโดประจำจุดตรวจรอบกองทัพบกเทเวศน์
11.20 น. ประกาศฉบับที่ 20 เชิญคณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารทุกเหล่าทัพ เข้าฟังคำชี้แจง ในวันที่ 23 พ.ค.เวลา 16.00 น. ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต
12.00 น . .ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางด้วยรถตู้โฟล์คสีดำ หมายเลขทะเบียน นบ 1 กทม. เข้ารายงานตัวกับ คสช. ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศน์
12.16 น. ประกาศฉบับที่ 21 ห้าม 155 คนที่ถูกหมายเรียกเดินทางออกนอกประเทศ และหากไม่มาตามหมายเรียก จะถูกติดตามจับกุม